กคช.โละที่ค้างสต๊อกหมื่นไร่
การเคหะฯ เล็งชงครม. ไฟเขียว ขายที่ดินให้เอกชนยกแปลง 13,000 ไร่ ทั่วประเทศ ทั้งที่เกิดจากการยกเลิกโครงการบ้านเอื้ออาทร – ที่ดินรอการพัฒนา ? หลังสมาคมบ้านจัดสรร แนะทางออก? เผยได้ศึกษาข้อดีข้อเสียแล้ว? จะมีทั้งขาย/ลงทุนเอง /ร่วมทุน?? พร้อมเดินหน้า ปรับราคาบ้านเอื้ออาทร 55 โครงการ 2-10 %
นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า? ขณะนี้ การเคหะฯอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ กรณีนำที่ดินจำนวน 13,000 ไร่ ที่ ถูกยกเลิกจากการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร และที่ดินที่ซื้อตุนไว้เพื่อรอการพัฒนา ระบายออกเพื่อลดภาระหนี้ ซึ่งจะมีทั้งขายให้เอกชนที่สนใจ การเคหะฯนำที่ดินที่มีศักยภาพ นำมาลงทุนทำโครงการเอง
ขณะนี้มีบ้างแล้วที่ วัดกู้จังหวัดนนทบุรี ร่มเกล้า กรุงเทพกรีฑา หรือ? 3ทำเล 4 โครงการ และลักษณะการร่วมลงทุนกับเอกชน? อย่างไรก็ดี หากมีเอกชนสนใจที่ดินของการเคหะฯ? จำนวนมากก็จะพิจารณาขายเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหารายได้เข้ามาเสริมสภาพคล่องและชำระหนี้ต่อไป ทั้งนี้ ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบในหลักการ
ขณะเดียวกันยังปรับราคาขายโครงการบ้านเอื้ออาทรจำนวน 55โครงการทั่วประเทศ เพิ่ม? 2-10 % หลังจากไม่เคยปรับราคามาก่อนหน้านี้ 7ปีนับตั้งแต่ดำเนินโครงการ? คือ ยืนที่ราคา 390,000 บาทต่อหน่วยมาโดยตลอด ส่งผลให้ต้องรับภาระต้นทุนและดอกเบี้ยรวม 1,800 ล้านบาท
โครงการที่ปรับราคาขึ้น ประกอบด้วยโซนกรุงเทพมหานคร(กทม.) 21โครงการ โซนนนทบุรี 9 โซน ปทุมธานี 9 โครงการ โซนนครปฐม 8โครงการ โซนสมุทรปราการ 6 โครงการ และโซนภูมิภาค 2 โครงการ คือ ชลบุรี และภูเก็ต ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป หลังจากที่ครม. มีมติเห็นชอบให้ปรับราคาตามทำเลและศักยภาพ ของโครงการเพื่อความเหมาะสมและโอกาสทางการตลาดอีกทั้งยังเป็นลักษณะการเพิ่มมูลค่าโครงการอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการการเคหะฯ นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ กล่าวถึงแผนระบายสต๊อกที่ดินว่า ได้วางไว้ 10 ปีข้างหน้า จะกำหนดแนวทางการจัดการไว้อย่างชัดเจน โดย ช่วง 5 ปีแรกนับจากนี้ จะพัฒนาโครงการจำนวน 67 โครงการ ส่วนปีที่ 6-10 จะพัฒนาอีก 76 โครงการ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ครม.เห็นชอบกับแนวทางที่เสนอไป ได้แก่ 1.การนำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาและขายโครงการเอง? 2.เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน อย่างไรก็ดี หากการเสนอขายที่ดินให้เอกชนมีความเป็นไปได้ โดยเอกชนสนใจ? การเคหะฯก็จะเน้นการขายให้เอกชนมากที่สุดเพื่อระบายสต๊อกและแก้ปัญหาหนี้สินที่คงค้างอยู่
นอกจากนี้การเคหะฯ ยังมีแผนเร่งชำระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งของการเคหะฯเองและโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวนกว่า 60,000 ล้านบาท ที่สำคัญจะต้องเร่งขายบ้านเอื้ออาทร และหาช่องทางเพิ่มรายได้ ใน 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการรักษาสถานะขององค์กร ให้มีความมั่นคง ขณะเดียวกันหากยังระบายที่ดินไม่ได้ก็ต้องหาทางลดภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการยกเลิกโครงการบ้านเอื้ออาทร? จำนวน 7,500 ไร่ เฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท? ที่การเคหะฯต้องชำระให้กับ ธนาคารกรุงไทยในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ต่อไป
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ภาคเอกชนโดยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรได้เสนอให้การเคหะฯขายที่ดินให้กับภาคเอกชน โดยให้ครม.มีมติรับรอง และมองว่าทางออกนี้ดีที่สุด โดยจะหารือและเสนอต่อ ครม.เห็นชอบขายที่ดินของการเคหะฯยกแปลงต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,542?? 24-26? มิถุนายน พ.ศ. 2553
600 total views, 6 so far today
Comments